วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

Note-O-Rama โน๊ตย่อชั้นเซียนสำหรับหนอนหนังสือที่ชอบอ่านบทความผ่านเว็บไซต์

ฉบับนี้ขอนำเสนอ Add-ons ในโปแกรมจิ้งจอกไฟ (Firefox Browser) สำหรับช่วยพวกเราในการอ่านและเก็บใจความสำคัญ โดยวิธีไฮไลต์เนื้อหา คล้ายเวลาเราอ่านหนังสือแล้วเอาปากกาสะท้อนแสงขีด เพื่อไว้ทบทวน แต่ Add-ons Note-O-Rama นั้น ต่อยอดให้อีกโดยสามารถ Extract เนื้อหาที่เรา Highlight ไปสร้างเป็นโน๊ตย่อให้ใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการทบทวนภายหลัง ซึ่งสาวกจิ้งจอกไฟคงเฮ !!! เนื่องจากมี Add-ons ที่มีประโยชน์มาให้กันบ่อย ๆ ส่วนกลุ่ม IE Browser คงต้องรอไปก่อน แต่ไม่แน่ว่า IE 9 Browser ที่กำลังออกใหม่ อาจจะตอบโจทย์ข้อนี้ก็ได้ นะครับ

1) ขั้นต้นต้องเข้าใจก่อนว่า เราต้องใช้ Browser เป็น Firefox Browser เท่านั้น (สามารถไป download ได้ที่ link ใน: http://arjong.blogspot.com หรือที่ webside ของ firefox.com โดยตรงเลยก็ได้ครับ) หลังจาก download มาก็ลง install ตามขั้นตอนง่าย ๆ ตามที่โปรแกรมบอกขั้นตอนได้เลยครับ

2) สำหรับ Note-O-Rama นั้นเป็น Add-ons ของ FireFox Browser ครับ ในขณะนี้ ยังเป็น Experimental Add -ons โดยคนพัฒนาคือนาย Stephen butterfill ครับ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับรามาธิบดีเราแต่ประการใด ทั้งที่ชื่อ คล้าย ๆ กัน แต่ก็สามารถใช้ได้ดีครับถึงจะเป็นขั้นทดลอง เราสามารถ Download ตามขั้นตอนดังนี้

รูป 1 : ไปที่เมนูของ FireFox ไปที่ Tools แล้วเลือก Add-ons

รูป 2 : ไปที่ Get Add-ons ค้นหา “Note-O-Rama” แล้วนั่งรอครับ

รูป 3 : เป็นรูปของนาย Stephen Butterfill คนที่พัฒนา Add-ons ตัวนี้

รูป 4 : นั่งรอมาพักใหญ่ ก็จะขึ้นมาให้แสดงให้เราเพิ่ม Add-ons เราก็ดูว่ามัน Compatible กับ FireFox เวอร์ชั่นไหนบ้าง และ Add-ons นี้ ยังเป็นขั้นทดลองแต่ก็ใช้ได้ดีทีเดียวเพราะพัฒนามาราว 5 ปี แล้ว ก็ click ที่ Let me install Experimental Add-on เท่านั้นมาจะเข้าไปเป็น Add-ons ของ FireFox Browser อัตโนมัติ

3) ขั้นต่อไปให้เข้าไปลงทะเบียนก่อน(ต้องต่ออินเตอร์เน็ต) เพื่อใช้เป็นที่เก็บแหล่งข้อมูลที่เราอ่านแล้วย่อไว้ โดยเข้าไปที่ http://notes.note-o-rama.com/signup แล้วทำการลงทะเบียนครับตามเงื่อนไขง่าย ๆ

รูป 5: หน้า Webpage ในตอนลงทะเบียน Register เพื่อใช้สร้างแหล่งเก็บข้อมูลย่อ

4) บน Sub-Menu Bar หลังเรา Add-ons สำเร็จจะเห็น edit tag ที่สามารถเพิ่มและเลือกสี Highlight ให้เราแยกหมวดหมู่ได้ แต่คนที่ขี้เกียจแยกก็อาจไม่ต้อง เพิ่มเข้าไปก็ได้ครับ เพราะอาจงง

รูป 6 : แสดงแถบ Highlight ของ Note-O-Rama และข้าง ๆ ที่เห็นคล้าย ๆ รูปปลั๊กสีเขียว คือสถานะแสดงการเชื่อมต่อออนไลต์ ซึ่งเป็นที่ Extract เนื้อความย่อยไปเก็บไว้

รูป 7 : แสดงให้เห็นแถบปลั๊ก เมื่อคลิ๊กจะแสดงสถานะยกเลิกการเชื่อมต่อเป็นปลั๊กสีแดงที่แยกออกจากกัน

5) หากเรามีหมวดหมู่เพิ่มที่ต้องการเพิ่ม ก็สามารถเพิ่มโดย edit tags เพิ่มเข้าไปโดยเราจะได้สี Highlight ใหม่เพิ่มขึ้นคราวนี้ก็แล้วแต่แล้วละครับว่าเราจะจัดแบ่งหมวดหมู่ของใครของมันกันอย่างไร

รูป 8 : เข้าไปที่เมนู Note-o-rama ที่ Tool bar แล้วคลิ๊กที่ Edit tags

รูป 9 : จะเห็น Pop-Up Window เล็ก ๆ ขึ้นมา เราก็กด Add เข้าไปในที่นี้ผมจะ Add หัวข้อ Other(อื่น ๆ) เข้าไป ดังภาพที่ 10
รูปที่ 10 : จะเห็นตามหมายเลขกำกับที่ (4) และเลือกสี (5) ถ้าวันหลังเปลี่ยนใจลบออกก็แค่กดเครื่องหมายกากบาทก็จะลบหมวดนั้นออกไปแล้วครับ

6) หลังจากนั้นก็เปิด Website ที่เราอ่านประจำ ผมเลือกเอาบทความจาก eMedicine เรื่อง โรคกลัวน้ำ(Rabies) มาอ่านเป็นตัวอย่าง
รูปที่ 11 : บทความ Rabie จาก e-medicine
7) ให้เราเลือกแถบสีหมวดหมู่ที่จะอ่านเอาใจความสำคัญและลากแถบสี Highlight ข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บดังภาพที่ 12
รูปที่ 12 : แสดงการ Highlight ใจความสำคัญจนเสร็จหรือพอใจ

รูปที่ 13 : หากต้องการเพิ่มโน๊ตแบบ sticky ก็เพียงกด Double Clicks ไปยังข้อความที่ Highlight แต่ในเวอร์ชั่นเริ่มต้น ผมแนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษก่อน เพราะยังไม่เข้าใจภาษาไทย

8) ทำการ Extract ข้อมูลที่เราต้องการย่อไว้เข้าไปใน Source “Note-O-Rama” (สังเกตุปลั๊กต้องแสดงสถานะเชื่อมต่อ internet เรียบร้อย เป็นสีเขียวก่อน)

รูปที่ 14 : คลิ๊กที่แผง Go to my Quota เพื่อนำไปสู่การแสดงผลงานที่เราย่อไว้

9) หลังจากนั้น FireFox Browser จะเปิดหน้า Sources ของข้อมูลที่เราทำการอ่านย่อขึ้น
รูปที่ 15 : แสดงหน้ารวม หมวดข้อมูลและ link ของบทความที่อ่านอ้างอิงและย่อไว้หากต้องการดูก็ Click ที่ชื่อเรื่องเพื่อเข้าไปดูภายใน

10) ทำการบริหารจัดการข้อมูล ปรับแต่ง ชื่อเรื่อง คนเขียน บทความที่เราย่อไว้ ได้ทันทีโดยทำตามรูป (16-17)
รูปที่ 16 : บริหารจัดการบทความที่สร้างขึ้นโดย Double คลิ๊ก ที่แถบ “[edit]”

รูปที่ 17 : จะเห็นหัวข้อเรื่องปรับเปลี่ยนตามที่เราตั้งได้อย่างสอดคล้องและมี Link ของ Reference ให้ด้วย โดยสามารถ ย้อนกลับไปดูบทความที่เราป้ายสีไว้ได้ทันที


เนื้อหา ที่ย่อมา
"Rabies is a viral disease of the central nervous system (CNS); it is one of the oldest and most feared diseases reported in medical literature. Incidence of rabies is widespread throughout the world."
Information Technology พบมากในสัตว์หลายชนิด " human rabies in the United States has become very rare. However, with recent raccoon rabies epizootic in the United States and high transmissibility of the rabies virus by bats, a fear of reemergence of rabies in humans continues to exist"
  • In This Year, Thailand Report 8 cases that document definited diagnosis that diagnose as Rabies infection (sticky note)
Information Technology "bullet-shaped RNA viruses with an incubation period of 5 days to 1 year, with an average of 20-90 days"
Information Technology "genus Lyssavirus and the family Rhabdoviridae"
Information Technology "incubation period has been thought to be significantly longer than 1 year."
Information Technology "Susceptibility to infection appears to be related to several factors, including size of inoculum, size and depth of bite, and proximity to the CNS. "

รูปที่ 18 : หลังจาก double clicks ชื่อบทความ ก็จะแสดงตัวอย่าง เนื้อหาบทความที่เราย่อไว้โดยดึงเฉพาะส่วนสำคัญออกมา โดยส่วนที่เราเสริมความเห็นใน Sticky note จะเข้ามาด้วยในกรอบแดงอย่างที่แสดง (แต่ยังรองรับภาษาไทยไม่ดีมากนักสำหรับส่วน Sticky note นี้)

11) นอกจากนี้เราสามรถจัดหมวดหมู่โปรเจ็คภายในให้ง่ายต่อการดู ก็สามารถทำได้ดังนี้


รูปที่ 19 : ถ่าเราเป็นหนอนหนังสือที่อ่านหรือค้นข้อความผ่านเว็บไซด์เป็นประจำก็สามารถ จัดการตั้งหมวดหัวข้อใหญ่ ๆ เพื่อเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูลภายในได้โดยง่าย เช่น เราต้องการอ่านข้อมูลเกียวกับ Rabies หรือโรคกลัวน้ำ เพื่อมาทำรายงาน เราก็สามารถสร้างโปรเจ็ค Rables ใหม่ ขึ้นและ extract บทความที่อ่านย่อไว้ภายในภายหลังก็จะดูเป็นหมวดหมู่และมีระเบียบมากยิ่งขึ้น

เนื้อหาฉบับนี้ ก็เป็นการนำเครื่องมือในการอ่านเอาใจความสำคัญมาช่วยสำหรับหนอนหนังสือทั้งหลาย นักเรียนหรือนักวิชาการที่ต้องการอ่านเอาใจความสำคัญจากเนื้อหาในเว็บไซด์ที่มีนื่อหาอยู่ค่อนข้างมากมายในช่วงยุคที่สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ท่วมท้นนี้ นอกจากเป็นการลดโลกร้อนจากการลดการใช้กระดาษ แต่ยังไงเราก็ต้องรู้จักเลือกแหล่งอ้างอิงที่มาที่น่าชื่อถือได้ควบคู่กันไปด้วยนะครับ

อาจารย์นายแพทย์ ศักดา อาจองค์, พบ, บธบ.
SAKDA ARJ-ONG, MD, BBA, MSc. In ICT
PHD program of clinical epidemiology,
Pediatrist, Pediatric Cardiologist & Intervention Ped.Cardiology
Family physicians, Emergency physicians.
Emergency Medicine, Ramathibodi Hospital, Mahidol University

Reference

1.note-o-rama : note - quote - analyse [Internet]. [cited 2010 Mar 19];Available from: http://www.note-o-rama.com/


2.Merlin MA. Rabies: eMedicine Emergency Medicine. 2009 May 11 [cited 2010 Mar 19];Available from: http://emedicine.medscape.com/article/785543-overview

3.ศักดา อาจองค์ . DR.SAKDA'S HEALTH ADVOCACY BLOG [Internet]. [cited 2010 Mar 19];Available from: http://arjong.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

Error หรือความคลาดเคลื่อนในงานวิจัย

Error หรือความคลาดเคลื่อนในงานวิจัย พบได้บ่อย ๆ สาเหตุถ้าจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ มักจะนึกถึงได้เป็นสองกลุ่มคือ Random error(chance) และ Systematic error(Bias) ซึ่งการเกิดความ คลาดเคลื่อนโดย chance เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก แต่ก็สามารถทำให้ลดลงได้, ส่วนความคลาดเคลื่อนโดย Bias อาจสามารถป้องกันได้โดยการออกแบบงานวิจัย หรือ methodology ที่ดี สองข้อนี้ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกสองปัจจัยที่สำคัญ ก็คือ ตัวกวน(Confounder) และ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่นำมาศึกษา(Interaction)

ดังนั้นเมื่อเราเห็นผลงานวิจัยให้นึกถึง Key words "CBCI" นำมามองว่าผลลัพธ์จากงานวิจัยนั้นน่าเชื่อถือเพียงใด
ดังนั้นเราต้องมองปัจจัยสำคัญ 4 อย่าง ดังนี้ ว่างานวิจัยที่เรากำลังหยิบมาใช้นั้นมีผลจากสิ่งเหล่านี้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

C : Chance ?
B : Bias ?
C : Confounding ?
i : Interaction ?


mnemonics "CBCI" นี้ก็จะช่วยเราให้นึกถึงและพิจารณาว่างานวิจัยนั้น ๆ น่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

1.Random Error(Chance):

มักเกิดจาก Small sample size, high variation in sample ที่เลือกมา,One time measurement (การวัดครั้งเดียว), การวัดที่เชื่อถือไม่ได้หรือไม่มี callibration ที่ดี(Unreliable measurement), มีหลายตัววัดที่ต้องเก็บพร้อม ๆ กัน หรือเก็บมากเกินความจำเป็น(too many measurements), รวมถึงการวัดที่ไม่มีมาตรฐาน(non standard measurement)

การป้องกัน:
1. กำหนดจำนวน Sample size ที่มีขนาดใหญ่พอ ที่จะให้ผลที่มีความสำคัญทางนัยสำคัญทางสถิติหรือทางคลินิก
2. การวัดควรให้ได้มาตรฐาน ถูกต้อง เที่ยงตรง
3. การมี standard protocol ในการวัดหากผู้ป่วยในงานวิจัยเป็นกลุ่มที่มี variation ค่อนข้างมาก
4. การเก็บข้อมูลควรให้สอดคล้องตรงกับ Prognostic factors ที่ต้องการเก็บ
5. ควรเลือกกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเป็น Homogenous กัน มากกว่ามี variation มาก ๆ ในกลุ่มศึกษา
6. ควรเลือก วางแผน ขั้นตอน รวมถึงการออกแบบงานวิจัยที่ดี

2.Systematic Error(Bias) :

ว่าด้วย อคติ(bias) ในงานวิจัย เวลาเราตีความหรืออ่านบทความวิชาการ อย่างเป็นระบบแล้วถ้าให้ดี ก็ควรจะตั้งมั่นว่างานวิจัยนั้นมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ ? ไว้ก่อน โดยคำนึงถึงข้อจำกัดหลาย ๆ ข้อในการดำเนินงานวิจัย และที่สำคัญ ก็คือ Bias นั้นเอง เพราะหากงานวิจัยนั้นรายงานผลออกมาโดยมีอคติ หรือ ความลำเอียง " bias " มากจนเรายอมรับไม่ได้นั้น นั่นถึงผลที่ตีความออกมาอาจไม่สามารถนำไปใช้ในผู้ป่วยจริง หรือ สถาณการณ์จริงได้เลย เพราะเราจะขาดความมั่นใจในการนำผลนั้นไปใช้



คำว่า Bias นั้นคำในภาษาอังกฤษนั้นอธิบายได้ดีว่า " Bias is a systemic tendency of any factors that associated with design, conduct, anaylysis and interpretation of the results of study to make the estimate of effect deviate from it trues value "

ตัวอย่างของ Bias ที่พบบ่อยได้แก่ :

1. Selection Bias
2.Berkson Bias( admission bias, hospital admission bias)
3.Ascertainment Bias
4.Health worker effect
5.Volunteer Bias
6.Non-Response Bias
7.Information Bias( eg. observer bias, Recall bias, reporting bias)
8.Ecological Bias
9.Confounding Bias
10.Spectrum Bias
11.Post Hoc Analysis Bias
12.Sub-Group Analysis Bias
13.Publication Bias

ซึ่งมีมากมาย ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างที่เราคำนึงถึงบ่อย ๆ คราวนี้หลายคนคงมองว่ามันเยอะขนาดนี้เราจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะถ้าไม่สามารถตอบได้การดำเนินงานวิจัยนั้น ๆ คงไม่มีประโยชน์

3.Confounder :


4.Interaction :

.....(ยังมีต่อ)

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

หัวใจสำคัญ 3 ข้อ ที่ต้องคำนึงถึงในการทำ Random Allocation ในการศึกษาแบบ RCT

หัวใจสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงในการทำ Random Allocation ในการศึกษาแบบ RCT นั้นมีที่เราต้องเน้นหลัก สามข้อ ที่ถือว่า ต้องคำนึงถึงหรือเป็นหัวใจสำคัญ

๑) อคติ หรือไบแอส(potential bias) ในการเลือกผู้ป่วยเข้ามาในการศึกษาอย่างไม่มีอคคติ หรือความลำเอียงในการเลือกเข้ามานั่นเอง นั่นหมายถึงถ้าเราทำการ allocate ผู้ป่วยเข้ามาอย่างไม่มีความลำเอียง และเป็นธรรม ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของตัวอย่างที่จะทำการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันในทั้งสองกลุ่ม (equally chance) คือ กลุ่มที่ได้รับการรักษา และกลุ่มที่ควบคุม จะส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษานั้นมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด

๒) Baseline characterisitic (ข้อมูลพื้นฐาน) ของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มนั้นก็มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งบางครั้งแพทย์หรือนักวิจัยหลาย ๆ คน ลืมนึกถึงไป หากข้อมูลของ baseline characteristic ของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีความใกล้เคีบงกันมาก หรือไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญแล้ว จะเป็นการช่วยลดตัวกวนไปในตัวนั่นเอง(potential confounders) ดังนั้นถ้าเรามองให้ดี ๆ จะเห็นว่าการทำ randomization หรือ random allocation นั้นจะเป็นตัวช่วยกระจายให้ตัวกวนในกลุ่มประชากรที่ศึกษากระจายตัวไปอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะหากขนาดของตัวอย่างการศึกษาที่มีขนาดพอเพียง

๓) Sample Size ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ต้องมีขนาดพอเพียงที่จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ มีโอกาสมากที่สุดต่อการให้ผลลัพธ์ที่มีความถูกต้องเที่ยงตรง เสียก่อนที่จะนำมาทำการ allocation ผู้ป่วย ออกเป็นสองกลุ่ม

อาจารย์นายแพทย์ ศักดา อาจองค์, พบ, บธบ.
SAKDA ARJ-ONG, MD, BBA, MS.ICT
PHD program of clinical epidemiology,
Pediatrist, Pediatric Cardiologist & Intervention Ped.Cardiology
Family physicians, Emergency physicians.
Certificates in Pediatric Emergency Medicine,
Emergency Medicine, Ramathibodi Hospital, Mahidol University

เหตุผลว่าทำไม ผลการรักษาที่วัดหรือจัดเก็บในงานวิจัย ถึงได้ผลดีเกินคาด

การวิจัยในการให้การรักษาผู้ป่วยนั้นบางครั้งพบว่ายิ่งเก็บผลลัพธ์ไปเรื่อย กลับรู้สึกว่าผลการรักษษ เอ ! ทำไมถึงดีขึ้นเรื่อย ๆ มีเหตุผลหลายข้อชวนให้คิดถึงดังนี้ครับ

๑) เป็นผลจากการรักษาที่ให้ผลดีจริง ๆ อันนี้มีโอกาสเกิดได้ครับถ้ายาหรือ intervention ที่เรานำมาใช้ในการรักษาให้ผลที่ดีขึ้นจริง ๆ เช่น ยาลดความดันตัวใหม่ทำให้ความดันลดลง การนำขบวนกาารรักษาชนิดใหม่มาใช้ส่งผลให้อัตราการตายในกลุ่มคนไข้ที่เราสนใจลดลง
๒) เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการวัดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งมักเกิดขึ้น เราเรียกว่า regression to the mean โดยจะสังเกตว่าค่าที่วัดได้หลัง ๆ จะดี หรือให้ค่าต่ำลง
๓) เป็นผลจาก natural history ของโรคเองที่ต้องดีขึ้น เช่น viral diarrhea มีการใช้ยาบางกลุ่มมาใช้ในการรักษาแต่อย่าลืมว่าการดำเนินอาการของโรคอาจดีขึ้นได้เองและแตกต่างกันไปในแต่ละคนโดยที่ไม่ได้เป็นผลจากยาโดยตรง
๔) เป็นผลมาจาก Hawthorne effect เป็นการที่รู้สึกดีขึ้นเองโดยไม่ได้เป็นผลจากยาหรือ intervention ในการรักษาแต่เป็นผลอ้อม ๆ ที่ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นจากการที่ได้รับการดูแลทางการแพทย์
๕) เป็นผลจากยาหลอก หรือ placebo effect ยาหลอกก็ทำให้รู้สึกว่าได้รับกาารรักษา บางครั้งการวัดผลที่เป็นแบบ subjective measurement ผู้ป่วยจะให้คะแนนว่าดีขึ้นเพราะความรู้สึกว่าได้รับการรักษาทั้งที่จริง ๆ แล้ว ยาไม่ช่วยอะไรเลย


อาจารย์นายแพทย์ ศักดา อาจองค์, พบ, บธบ.
SAKDA ARJ-ONG, MD, BBA, MS.ICT
PHD program of clinical epidemiology,
Pediatrist, Pediatric Cardiologist & Intervention Ped.Cardiology
Family physicians, Emergency physicians.
Certificates in Pediatric Emergency Medicine,
Emergency Medicine, Ramathibodi Hospital, Mahidol University

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ว่ากันด้วย Gadget สำหรับมือถือ....กับเจลลี่เลนส์..ใช้แก้เบื่อ

ฉบับที่แล้วหลายคนบอกว่าบทความได้ประโยชน์มากแต่เนื้อหาหนักไปนิด ฉบับนี้ก็เลยขอเบาสมองหน่อยแล้วกัน บทความนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่อง Gadget ซึ่งหลาย ๆ คนคงได้ยินผ่าน ๆ หูมา แต่ เอ !! มันคืออะไรกัน Gadget เป็นคำนาม อ่านออกเสียงว่า แกด-จิท แปลว่าของประกอบกระจุกกระจิก หรือความหมายพ้องกับคำว่า Device (เครื่องมือ) นั่นเอง Gadget นั้นนำมาใช้ร่วมกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นั้นมีมากมาย เช่น สำหรับ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ laptop หรือมือถือก็มีครับ วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องเบา ๆ ของ Gadget ที่มามีส่วนช่วยในการถ่ายภาพของมือถือให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ แก้เบื่อเวลาที่ว่างๆ ครับ โดย gadgets นี้ถือว่าเป็นของเล่นเสริม ที่สนนราคาไม่แพง แต่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เสริม เพิ่มเติมเข้าไปด้วย ซึ่งราคาตก 99 บาท ต่อชิ้น โดย gadget ชิ้นนี้เรียกว่า Jelly Len (เลนส์วุ้น) ครับ ซึ่งก็ประยุกต์มาจากกล้องถ่ายรูปโดยใช้ความเหนียวหนืดของวุ้นรอบ ๆ นำไปติดกับหน้ากล้อง โดยชนิดเลนส์นั้นมีการออกแบบให้มีหลาย ๆ รูปแบบ ทั้งชนิดแบบ Close Up Jelly Len (ใช้ถ่ายใกล้) Wide angle Jelly Len (ถ่ายแบบมุมกว้าง ๆ) และ Spark Jelly Len (ใช้ถ่ายไฟให้เป็นประกายแฉก)

1.1.อุปกรณ์พื้นฐาน ต้องอาศัย

1.1.1 มือถือยี่ห้ออะไรก็ได้ที่ถ่ายรูปได้ หรือจะใช้ประกบกับหน้า webcam หรืออะไรก็ได้ที่เป็นกล้องขนาดเล็ก ในที่นี้จะใช้ IPhone กับ TWZ(Backberry รุ่นเลียนแบบ) มาเป็นแบบ

1.1.2 ชุดเลนส์ Jelly อาจใช้ของ ASAKI มีขายที่ 7-eleven ในราคาอันละ 99 บาท(ไม่ได้โฆษณานะครับ) ดังภาพด้านล่าง



ภาพที่ 1 แสดง Jelly Lens ชนิด wide angle, spark และ close up ตามลำดับ



ภาพที่ 2 แสดงชนิดเลนส์ ตัวเลนส์ และ jelly ที่เป็นจุดเชื่อมต่อเข้ากับหน้ากล้องมือถือ ตามลำดับ

1.1.3 เวลาว่าง ๆ บวก แนวอารมณ์หรือความคิดสร้างสรรค์ บวกมุมมองเชิงศิลป์

1.2 วิธีการ นั้นไม่ยาก ทำโดยการเอา Jelly Lens ด้านที่มีลักษณะนิ่ม ๆ เหนียว ๆ คล้ายเจลลี่นั้นมาติดให้สนิทกับด้านหน้ากล้องถ่ายรูปของโทรศัพท์มือถือดังรูป เท่านี้ก็เป็นอันพร้อมใช้แล้วครับ




1.3 ถ้าพร้อมแล้ว ลุยถ่ายกันได้เลยครับ แล้วแต่ใจชอบแล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของแต้ละบุคคล


1.4 เป็นภาพถ่ายตัวอย่างจากชุด Jelly Len ครับ

1.4.1 Jelly Wide Angle Len (รูป W14-w18) จะแสดงภาพเป็นแบบซูมแบบ wide angle ที่ให้มุมมองแปลกดีครับ



1.4.2 Jelly Close Up Len ( รูป C19-23) อันนี้สำหรับแพทย์สามารถถ่ายภาพ skin lesion ได้ชัดเจนมากครับ




1.5 Jelly Star len ( รูป S24-27) เลนส์นี้จะช่วยเพิ่มความสวยงามของแสงยามค่ำคืน ให้ได้รูปที่ไม่ซ้ำซากจำเจครับ



เห็นไหมครับ เราสามารถลายเป็นช่างภาพกึ่งมืออาชีพได้โดยไม่ยาก ซ้ำยังสามารถใช้เวลาว่าง ๆ กับความคิดสร้างสรรค์ นำมาฆ่าเวลาในช่วงเบื่อ ๆ หรือรอทำอะไรบางอย่าง ทำให้เราสนุกสนานไปกับวันที่น่าเบื่อในบางครั้งได้ดีทีเดียวครับ หรือใครจะนำไปประยุกต์ใช้เก๋ ๆ กับเทศกาลเดือนแห่งความรักนี้นี้ ขอให้ทุกคนสุขสันต์กับเดือนแห่งความรักนะครับ

อาจารย์นายแพทย์ ศักดา อาจองค์, พบ, บธบ.
SAKDA ARJ-ONG, MD, BBA, MS.ICT
PHD program of clinical epidemiology,
Pediatrist, Pediatric Cardiologist & Intervention Ped.Cardiology
Family physicians, Emergency physicians.
Certificates in Pediatric Emergency Medicine,
Emergency Medicine, Ramathibodi Hospital, Mahidol University

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

เปิดขีดจำกัดการจำกัดความเร็วของ AirCard แบบง่าย ๆ

หลายคนคงสงสัยว่าที่ผมพูดถึงว่า AirCard นั้นคืออะไร ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนที่เราจะไปถึง Tip & Trick ในการทลายขีดจำกัดของความเร็วในการ Download/Upload internet กัน AirCard ก็คืออุปกรณ์โมเด็มอย่างหนึ่งเพื่อใช้เชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ (Laptop หรือ Desktop) ของเราเข้าสู่โลกไร้สายความเร็วสูง โดยผ่านโครงข่ายสัญญาณระบบโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหมายความว่าในขณะที่เราเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่นั้น เรายังสามารถโทรศัพท์เข้า-ออก พร้อม ๆ กันไป ได้ในขณะเดียวกัน เพราะระบบโทรศัพท์มือถือจะมีการใช้ Cellsite เดียวกันแต่จะบริหารจัดการให้เราสามารถโทรศัพท์ได้โดยใช้สัญญาณที่ต่างช่องกันออกไป ดังนั้นหมายความว่าไม่ว่าเราจะนั่งรถ ลงเรื่อ ขึ้นรถไฟฟ้า ประชุมนอกสถานที่ ขอเพียงมีสัญญาณโทรศัพท์เราก็สามารถเข้าอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่

แต่ปัญหาก็มีอยู่ครับ เพราะในปัจจุบันสนนราคา AirCard มีราคาถูกลงมากตั้งแต่ราคาไม่กี่พันจนถึงหมื่นบาท รวมทั้งพ่วงระบบ 3G เข้าไปด้วยอีก เวลาเราซื้อมาก็คาดหวังว่าจะเล่นระบบได้เร็ว ๆ แต่หลายคนก็พบกับเหตุการณ์คอตกไปตามกันทั้งที่ยอมซื้อมาแพง ๆ กลับเล่นอินตอร์เน็ตแต่ละทีกว่าจะ download-upload ก็หลับกันไปหลาย ๆ รอบกันเลยทีเดียว
สำหรับสำนักงานที่มีระบบ Wi-Fi ใช้ก็ไม่ค่อยมีปัญหาถ้าระยะของ Hotspot ครอบคลุมพอ แต่สำหรับหลายๆ ท่านที่ใช้ internet แบบเป็นงานประจำ(ขาดไม่ได้)ไม่ว่าจะเป็นการเปิดอิเล็กโทรนิกเมลล์ สั่งงานทางอินเตอร์เน็ตทั้งในและนอกสถานที่มักนิยมซื้อหา AirCard ที่มี SIM Package Internet ของแต่ละเครือข่าย ที่แข่งกันแบบหายใจรดต้นคอกันมาใช้กันมากขึ้นในปัจจุบัน

1. ก่อนอื่นถ้าตัดสินใจจะซื้อ AirCard ซักตัวนอกจากจะสนใจเรื่องราคาไม่ให้หนักจนเกินไปแล้ว อาจต้องสนใจเครื่อข่ายของบริการเครือข่าย( Provider) ที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วยว่าอันไหนดี ไม่ดี เช่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ DTAC, TRUE, AIS, Hutch และอื่น ๆ ผมลยขอสรุป 5 ข้อหลักในการเลือกซื้อ AirCard ให้พวกเรารู้ก่อน เผื่อว่าอ่านบทความแล้วอาจอยากซื้อหามาใช้สักตัว

1.1. AirCard ที่เราจะเลือกซื้อควรที่จะรองรับระบบปฏิบัติการหลาย ๆ ระบบได้ เช่น Window 7, Window Vista, Window XP, Window 2000 หรือ Mac OS ที่นิยมใช้มากขึ้นในปัจจุบัน และการใช้งาน AirCard ว่าเป็นแบบใช้ช่อง USB หรือ PMCIA แล้วดูว่าเคื่องคอมพิวตอร์เรามีแบบไหน แต่ส่วนใหญ่นิยมเป็นแบบ USB ครับ เพราะเดี๋ยวนี้มีเกือบทุกเครื่อง
1.2. สามารถใช้งานกับเครือข่าย EDGE/GSM/UMTS รวมถึงความสามารถในการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ ได้ในอนาคต
1.3. รองรับระบบ SIM ของเครือข่ายโทรศัพท์ที่มีใช้ในบ้านเราเกือบทุกค่าย 850/1900/2100 3G, EDGE Class 12, GPRS Class 12
1.4. เลือกชนิดที่กินไฟน้อย ๆ ถ้าต้องการใช้กับโน๊ตบุ๊ค(Laptop) เพราะจะกินพลังงานแบตเตอรี่ทำให้ระยะเวลาใช้งานของโน๊ตบุ๊คเราสั้นลง(แบตเตอรีหมดเร็ว)

2. เมื่อติดตั้ง AirCard ตามคู่มือการติดตั้งของ AirCard แต่ละชนิดโดยต้องลงไดร์เวอร์และข้อมูลของเครือข่ายที่ใช้งานให้เรียบร้อยก็จะสามารถใช้งานได้ “ แต่บางครั้งทำไมเวลาใช้ Speed ที่แสดงจึงต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้ง ๆ ที่เวลาเราซื้อจากผู้ขายแล้วก็ได้รับคำยืนยันว่าสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ความเร็วสูง ” คำตอบก็คือปัจจัยที่สำคัญสามประการสำหรับตอบปัญหาเหล่านี้

2.1. Provider หรือเครือข่ายของ SIM ที่เราใช้อยู่ให้ย่านความถี่มาเท่าไร เช่น 250 Kb/sec , 500 Kb/sec หรืออาจสูงถึง 1 Megabyte (MB)/sec ซึ่งยิ่งสูงก็ยิ่งเร็วมากขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่จะจำกัดไว้ราว 500 Kb/sec(DTAC ถ้าเป็น TRUE ที่มีโปรมั่นจะต่ำกว่านี้)
2.2. ประสิทธิภาพของ AirCard แต่ละรุ่นว่าสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ความเร็วหรือ speed สูงที่สุดเท่าไร
2.3. การที่ default ของอุปกรณ์ AirCard หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเองตั้งค่าไว้ ซึ่งข้อที่สามนี้จะเป็นหัวข้อที่เราจะพูดกันวันนี้ซึ่งสามารถช่วยให้เราเล่น อินเตอรเน็ต upload-download ได้เต็มประสิทธิภาพ ได้ speed ที่สูงสุดดังต่อไปนี้

2.3.1. ใส่อุปกรณ์ AirCard เข้ากับเครื่องโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
2.3.2. ทำการเชื่อมต่อให้เรียบร้อย ซึ่งแล้วแต่โปรแกรมที่มาพร้อม AirCard ซึ่งปัจจุบันโดยส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับไดร์เวอร์ พร้อมกันในตัวและเก็บไว้ใน USB Drive เสร็จสรรพ ทำการเชื่อมต่อ หน้าตาโปรแกรมจะขึ้นกับแต่ละบริษัทนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น
2.3.2.1. ชนิดของ Aircard, การใส่ SimCard และ การต่อเข้าคอมพิวเตอร์


2.3.2.2. เชื่อมต่อ(connect) โดย ในที่นี้ผมใช้ Vodafone Modem
2.3.2.3. จะปรากฏการเชื่อมต่อให้เห็น
2.3.3. เข้าไปที่ My Network Places หรือ ดับบเบิ้ลคลิ๊กที่ Icon บน Tray ด้านล่างของ Desktop ดังตัวอย่าง
หรือ

2.3.4. เข้าไปที่ View Network Connection แล้ว Double clicks
2.3.5. จะเห็นดังภาพ ให้ Double clicks อีกครั้ง ที่ AirCard เราเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งในที่นี้ผมเป็น EDGE
2.3.6. เมื่อ Double Clicks ที่ตรงนี้ หรือ บริเวณที่ Tray ด้านล่างของ Desktop bar จะเข้าสู่โหมดการเปิดขีดจำกัด AirCard ได้เหมือนกันครับ ดังจะเห็น
ของ Huawei 3G (ซึ่ง speed ตั้งต้นเริ่มต้นที่ 115.2 KB per second)

2.3.7. Click ไปที่ Properties
2.3.8. จะเห็น Modem Configuration ของ AirCard ให้ Double Clicks เข้าไป Set ค่า
2.3.9. จะแสดง Modem Configuration ในที่นี้ ได้ความเร็วที่ 460 KB/Second ซึ่งถือว่าเร็วพอสมควร เนื่องจาก Provider DTAC ที่ใช้ ให้ bandwidth มาสูงพอสมควร(ถ้าบาง Provider จะต่ำมาก)

2.3.10. เริ่มปรับเปลี่ยนความเร็วให้เข้าใกล้ 1 MB/Second ดังรูป โดยเลือ speed ที่ 921 KB/Second แล้วกด OK

2.3.11. กดยืนยันอีกครั้ง
2.3.12. หลังจากนั้น จะมีข้อความแจ้งว่าการเปลี่ยนแปลงของท่านจะเกิดผลขึ้นเมื่อท่านใช้ AirCard เชื่อมต่อในครั้งหน้าครับ

2.3.13. กดปิด (Close) อีกครั้ง
2.3.14. ครั้งหน้าเปิดเข้ามาใหม่ตามขั้นตอนเดิม 2.3.- ถึง 2.3.5 จะปรากฎ AirCard Status ที่เป็น High Speed เกือบ 1 MB/Second ดังรูปซึ่งทำให้ท่านสามารถเล่น internet , ส่งข้อมูลแบบ Upload หรือ Download ได้ไวมากขึ้นโดยไม่ติดขีดจำกัดขั้นต่ำครับ เพราะบาง AirCard setting ที่ตั้งเป็น Default นั้น เพียง 115 Kb/second เท่านั้นครับ(Huawei Mobile Broaband 3G ซึ่งแพง และช้ามาก) เรียกว่าอืดเป็นเต่าเลยทีเดียว โดยสังเกตุ speed ที่เปลี่ยนไปดังภาพ

วิธีการดังกล่าวที่ผมแนะนำมาจะช่วยให้ พี่ ๆ น้อง ๆ ได้ความรู้หากจะมองเลือกซื้อหา AirCard ซักตัว และสามารถใช้ AirCard เล่น Internet ได้คุ้ม สามารถทลายขีดจำกัดของความเร็ว และไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อ Aircard ตัวใหม่ ที่แพงกว่าให้เสียเงิน เสียเวลาครับ

อาจารย์นายแพทย์ ศักดา อาจองค์, พบ, บธบ.
SAKDA ARJ-ONG, MD, BBA, MS.ICT
PHD program of clinical epidemiology,
Pediatrist, Pediatric Cardiologist & Intervention Ped.Cardiology
Family physicians, Emergency physicians.
Certificates in Pediatric Emergency Medicine,
Emergency Medicine, Ramathibodi Hospital, Mahidol University